Logistics

ช่วงนี้หุ้นค้าปลีกกำลังมาแรงครับ ชาว Valueinvestor ชอบกันมากเพราะความสามารถในการแข่งขันสูงเหลือเกินด้วยจำนวนสาขาที่เยอะทำให้อำนาจในการต่อรองสูงมาก เรียบเก็บได้สารพัดค่าทั้งค่าแรกแข้า ส่งของผ่าน DC ก็คิดเงิน กดราคา supplier ก็ได้บอกว่าเราสั่งเยอะ ในอุตสาหกรรมนี้มีดัชนีตัวนึงที่ใช้วัดความสามารถในการสร้างรายได้ของสาขาร้านค้าปลีกก็คือ Same-Store Sales
 
Same-Store Sales เป็นสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมค้าปลีก ใช้เปรียบเทียบยอดขายของร้านค้าที่พึ่งเปิดตัวเปิดตัว หรือเอามาเที่ยบกับสาขาที่เปิดมาแล้วก็ได้ สถิตินี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถตรวจสอบสิ่งที่ส่วนของยอดขายใหม่ที่ได้มาจากการเติบโตของยอดขายและสิ่งที่ส่วนจากการเปิดร้านใหม่ได้ การวิเคราะห์นี้จะทำให้เรารู้ถึงจุดอิ่มตัวของแต่ละสาขาได้ และสามารถประมาณการการเจริญเติบโตของยอดขายในอนาคตได้แม่นยำมากขึ้น(มั้ง)

ดังนั้นเมื่อเราลงเงินไปแล้วเป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่จะต้องสร้างการเติบโตให้เงินของเรา ไม่ว่าการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือการทำให้ยอดขายของแต่ละสาขาโตขึ้นให้ได้ มาดูตัวอย่างการเจริญเติบโตของร้านเพชร JUBILE ตามข่าว [1] เขาบอกว่าจะโตด้วยวิธีดังนี้
  • ในสาขาเดียวกันก็ มุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐาน ในเรื่องของคุณภาพเพชร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิที่ดีไว้ โดยบริษัทฯมีแผนเปิดตัวสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ และทำแคมเปญรายการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการซื้อของลูกค้าอย่างต่อ เนื่อง
  • ยังไม่พอครับ ยังมีแผนลงทุนเพื่อที่จะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบเคาน์เตอร์เพชรยูบิลลี่ให้ครบ 95 สาขาภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันที่มีทั้งสิ้น 82 สาขา

หรืออย่างร้านสะดวกซื้อชื่อดัง CPALL นอกจากการขยายสาขาก็ใช้กลยุทธ์ Same-Store Growth เพื่อเพิ่มยอดขายแต่ละสาขาให้มากขึ้นจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้เข้าร้านพนักงานจะพยายมขายพ่วงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นซื้อ***ก็ถามต่อว่าจะรับใส้กรอกเพิ่ม? ,ของในร้านก็พยายามวิเคราะห์หาสินค้าที่หมุนเร็วที่สุด(ในบริษัทจะมีแผนกที่จ้างนักสถิติมาเพื่อทำแบบนี้โดยเฉพาะ) สินค้าบางอย่างก็แอบแพงโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่คนไม่ค่อยสนใจราคามาก ฯลฯ

หรือร้านโคโยตี้ก็ใช้กลยุทธ์เดียวกันเพราะที่นั่งมีจำกัด เวลาทำการก็มีจำกัด ดังนั้นแขกเข้ามาก็ตัองดูดเงินให้ได้มากที่สุด ใครเข้าไปนั่งซักพักเด็กมันก็จะอ้อนให้สั่งนู่นสั่งนื่ ยิ่งคนเมาๆด้วยแล้วอ้อนง่าย ออกมาแทบหมดตัว555

หวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์กับนักลงทุนไม่มากก็น้อย สุดท้ายก็พักสายตากับภาพเด็กยากจนขาดแคลนเสื้อผ้ากันกันครับ เจริญในการลงทุนครับ

[1]http://www.newswit.com/fin/2012-05-21/574e9a7577520a381556af3ac0a7eaa4/

โดยทั่วไปแล้วในการประกอบธุรกิจและการบริหารจัดการแบบ "Pull System" จะดีกว่า "Push System" เพราะบริษัทจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือ"Lean"กว่า...

โดย Pull System..บริษัทจะวางแผนและบริหารจัดการฟังก์ชันธุรกิจของตนเอง จาก real demands หรือ คำสั่งซื้อ/ความต้องการจริง จากลูกค้าหรือผู้บริโภค ขณะที่ Push System...บริษัทจะบริหารจัดการหรือดำเนินการต่างๆภายใต้ข้อมูลการพยากรณ์คำสั่งซื้อ หรือ "Forecasting" จากสถิติความต้องการที่ผ่านมา

ในมิติของ "Demand Management" ระบบ Pull จึงหมายถึง การที่บริษัทจะไม่มีการสต็อกสินค้า หรือ ผลิตสินค้าล่วงหน้าไว้ก่อนถ้ายังไม่มีคำสั่งซื้อจริง ในทางกลับกัน..ระบบ Push หมายถึงการที่บริษัทผลิตสต็อกไว้ล่วงหน้าตามข้อมูลสถิติ หรือ ข้อมูล Forecasting ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีคำสั่งซื้อจริงก็ตาม

การคาดการณ์ หรือ การพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าที่คาดเคลื่อน จึงเป็นปัญหาของ Push System ทำให้บริษัมต้องแบกภาระสต็อกและมีประสิทธิภาพที่ต่ำลง ดังนั้นการบริหารจัดการสมัยใหม่ จึงหลีกเลี่ยงระบบ Push และการ Forecasting ที่สร้างปัญหาอย่างมาก มาใช้ระบบ Pull System และ "Make-to-Order" แทน

การทำระบบ Pull System...หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ บริษัทจะต้องบริหารจัดการทุกส่วนหรือทุกฟังก์ชัน จากคำสั่งซื้อจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บริษัทที่ทำระบบ Pull System จะพยายามไม่สต็อกวัตถุดิบ ชิ้นส่วนหรือสินค้า ตราบใดก็ตามที่ยังไม่มีออร์เดอร์จริง...หรือมีการจองล่วงหน้าจากลูกค้า

Pull System..ในแง่ SCM จะเน้นเรื่องระยะเวลาการส่งมอบที่รวดเร็ว, กำลังการผลิตที่แน่นอนและเพียงพอ และการจัดหาวัตถุดิบที่ปราศจากปัญหา"Shortage"


 
Push system and pull system
 
Pull System มีความเสี่ยงสูงในทุกเรื่องเพราะหลีกเลี่ยงการสต็อกวัตถุดิบและสินค้าต่างๆ...ในภาวะไม่ปกติ ระบบนี้จึงมีปัญหาในเรื่องเวลาในการส่งมอบนะครับ...เช่นอุตสาหกรรมรถยนต์ในบ้านเราก็ใช้ระบบนี้ครับ..ตั้งแต่อุตสาหกรรมนี้เจอน้ำท่วมตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆเมื่อปลายปีที่ผ่านมา.... ทำให้แม้ปัจจุบันรถบางยี่ห้อบางรุ่น ยังไม่สามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้เลยครับเพราะทั้งขาดวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและกำลังการผลิตไม่เพียงพออยู่เลยครับ...."แบบว่ามีข้อดีก็มีข้อด้อยนะครับ"
 
ดร. พงษชัย อธิคมรัตนกุล
 
 
Intermodal และ Multimodal เป็นการขนส่งมากกว่า 1 โมดการขนส่ง หรือ ภาษาไทยอย่างเป็นทางการเรียกว่า "การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ" มักจะหมายถึง การขนส่งด้วยโมดรถไฟกับทางถนน, การขนส่งด้วยโมดทางเรือกับทางถนน...โดยส่วนมากจะขนด้วยตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อลดปัญหาการเสียเวลาและภาระการเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างโมดนะครับ...ในอเมริกามักใช้คำว่า "Multimodal" ส่วนในยุโรปมักเรียกว่า "Intermodal"