Management

บทความดีๆจาก อ. Sanpong Limthamrongkul โพสใน facebook [1][2][3][4][5] จับมายำที่เดียวซะเลย เป็นการอ่านงบการเงิน นำไปโยงกับมูลค่าได้ดีมาก

ความรู้ทางธุรกิจและการลงทุน
เป้าหมายของธุรกิจควรมุ่งไปที่มูลค่า กำไรสูงสุดไม่ใช่ตัววัดความสำเร็จของธุรกิจ แต่สิ่งที่จะบ่งชี้ถึงความสำเร็จทางการเงินของธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคง ต้องมาจาก 3 สิ่งพร้อมๆ กันคือ ธุรกิจต้องทำกำไร สร้างกระแสเงินสด และสามารถอยู่รอดได้ (Make Profit, Generate Cash Flow and Stay Solvency) จึงจะสามารถสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นในธุรกิจอย่างยั่งยืน การวิเคราะห์งบการเงินเพื่อถอดรหัสธุรกิจจึงต้องหาคำตอบให้ได้ว่าธุรกิจ ก่อให้เกิด 3 สิ่งขึ้นหรือไม่ และมีจุดใดที่ทำให้ 3 สิ่งดังกล่าวมีปัญหา

Make Profit ดูว่ากิจการการทำกำไรยังดีอยู่หรือไม่ รักษาความสามารถกำไรได้ดีอยู่หรือไม่ กำไรช่วงไหนที่มีปัญหาหรือมีแนวโน้มจะมีปัญหาในศักยภาพการทำกำไรในการแข่งขัน วิเคราะห์เรื่อง profitability เช่น gross margin, operating margin, net margin, profit growth, return on asset (ROA), return on equity (ROE) เป็นต้น บ้างอาจจะดู ROI, RONA, ROCE ก็ได้ วิเคราะห์ด้านการทำกำไรก็ดูได้หลายมุม trend analysis, common size analysis อย่าง trend analysis นอกจาก growth แล้ว อาจดูถึง standard deviation (SD) ในแต่ละ line ด้วยก็ได้ เช่น ยอดขาย ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่าย จนถึงกำไร ถ้าจะให้ดีควรวัดจาก ค่า growth(% change) เพราะ SD ที่ได้ จะบอกถึง risk ได้ดี เช่น ขาย ค่า growth มี SD ถึง 40% หมายความว่่า ถ้าขายเติบโตเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 20% หมายความว่า ปีหน้าอาจโตได้สุงสุด 85% หหรือ ติดลบได้ -45% ที่ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95%
ในที่นี้นักลงทุนก็ต้องพิจารณาว่าแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นบวกมากหรือน้อยเพียงใด อยู่ในช่วงใด ถ้าเริ่มไม่แรงหรือมีโอกาสชะลอตัวก็ต้องระวังทางเสี่ยงด้านลบ ถ้าปัจจัยต่างๆเป็นช่วงเติบโต่อเนื่องก็อาจมองทางบวกมากกว่าเป็นต้น
การวิเคราะห์ตัวเลขงบการเงินควรใช้อย่างน้อยสัก 5 ปี ดีกว่การดูเพียงปีสองปี

Generate cash flow เกี่ยวข้องกับมุลค่าธุรกิจ คือเชื่อมโยงกับ Free cash flow (FCF) และ liquidity คุณภาพกำไร วงจรเงินสด (cash cycle) การหมุนเวียนเงินสดคล่องตัวดีหรือไม่ ปัญหาการหมุนเวียนเงินสด หรือความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดในระยะยาวเป็นอย่างไร เรื่อง FCF นี้ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ทางการเงินนิยมใช้สัญลักษญ์ตัวแทนคือ EBITDA แล้วจากนั้นลบด้วย CAPEX แต่ในความจืงต้องลบเพิ่มอีกค่าด้วยคือ NWC (Net working capital change) ในตำราชั้นสูงจะเขี่ยนไว้แต่คนทั่วไปมักลืม NW คือ สินทรัพย์หมุนเวียน เช่น ลน. สค. หักด้วย หนี้สินหมุนเวียนเช่น จน. ควรใช้แต่รายการที่เป็น spoateneous items เมื่อได้ FCF แล้วจะนำไปสู่การวางแผนการจัดหาเงินทุนในอนาคตได้ วางแผนการคืนภาระหนี้และจ่ายผลตอบแทนคืนเจ้าของทุน ตลอดจนสามารถบอกได้ว่าการจัดหาทุนเพื่อใช้ดำเนินธุรกิจอย่างไร

สุดท้ายคือ Stay Solvency สามารถอยู่รอดได้ ในที่นี้คือต้องมีระดับหนี้สินต่อทุนที่เหมาะสม และ มีความสามารถในการจ่ายภาระหนี้ได้
 
ในการวิเคราะห์ทางการเงินในตำราเดิมๆ อาจจัดเป็น 4 ด้าน คือ liquidity ratios, profitability ratios, activity (efficiency) ratios และ solvency ratios แต่แนวใหม่จะแบ่งเป็น 3 ด้านตามที่กล่าวมา แต่ อัตราส่วนยังเหมือนเดิมและเพิ่มบ้างบางตัว เพียงแต่การมองในมุมใหม่ทำให้อธิบายเชื่อมโยงถึงการสร้างมูลค่าได้ดีขึ้น
ที่มา
[1]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200251015856503
[2]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200251072577921
[3]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200251092338415
[5]https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200251135139485


ใหม่ ดาวิกา
 

3 ทักษะที่สำคัญที่สุด ในการทำธุรกิจ พร้อมหนังสือที่น่าสนใจครับ :) บทความดีๆจากเพจ Marketing Hub [1] 

1. ทักษะการตัดสินใจ (decision-making)
- ไม่มีเรียนที่ไหน บ่มเพาะมาจากประสบการณ์ทำงาน จะยิ่งคมขึ้นถ้ามีประสบการณ์ทำงานมาก (ปสก.มาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปี แต่ขึ้นกับว่าเจออะไรมาบ้าง)
- มีหนังสืออ่านหลายเล่มที่น่าสนใจ เล่มนึงที่ผมอ่านช่วงสงกรานต์ ดีมากๆ ชื่อว่า "Decisive" แนะนำให้ลองหามาอ่านกันครับ ช่วยเพิ่มมุมมองการตัดสินใจให้ดีขึ้น

หนังสือเล่มนี้นำเสนอปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ อยู่ 4 ข้อ คือ

  1. Narrow framing : จำกัดกรอบความคิดให้แคบด้วยการมองเพียง 2 ด้าน (ใช่/ไม่ใช่) ทั้งที่ความจริงแล้วสามารถสร้างทางเลือกได้มากกว่านั้น
  2. The confirmation bias : หาข้อมูลและเหตุผลสารพัดเพื่อมา support ความคิดของตัวเอง โดยไม่สนใจหรือมองข้ามเหตุผลของผู้อื่น
  3. Short-term emotions : อารมณ์ชั่ววูบมักจะนำไปสู่การเลือกทางที่ผิด
  4. Overconfidence : ความเชื่อมั่น หรือความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป มักจะนำไปสู่การเลือกทางที่ผิด

สนใจหาข้อมูลเพิ่มที่

http://www.amazon.com/Decisive-Make-Better-Choices-Life/dp/0307956393/ref=wl_it_dp_o_pC_nS_nC?ie=UTF8&colid=AKY9Q667Z186&coliid=I2BY00T3NXPPH2

2. ทักษะการเจรจาต่อรอง (negotiation)
- ข้อนี้ก็ขึ้นกับความเก๋า สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทั้งตัวเองและธุรกิจ - แนะนำให้เริ่มศึกษาจาก สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ซึ่งมีหลาย scenario มากที่ใช้การเจรจาต่อรอง ต้องอ่านละเอียดเลย ตั้งแต่ขงเบ้งเจรจาง่อก๊ก ฉะกับคณะที่ปรึกษาของง่อก๊ก ตามด้วยเจรจากับซุนกวน และจิวยี่

ขงเบ้งจะเริ่มจากการตั้งต้นว่าอยากได้อะไร มีอะไรอยู่ในมือ ควรคุยกับใคร ไปคุยยังไง คุยด้วย conversation แบบไหน และคาดเดาผลลัพท์ของการเจรจาจากนิสัยของคนคนนั้น รวมกับสถานการณ์ที่เผชิญในปัจจุบัน

มีหลายเล่มครับ แนะนำ สามก๊กฉบับหอสมุด และสามก๊กฉบับวณิพก ของยาขอบ

3. ทักษะการนำเสนอ (presentation)
- การนำเสนอ (presentation) การเล่าเรื่อง (story-telling) มีความสำคัญมากๆ คนที่พรีเซนต์เก่ง เล่าเรื่องเก่ง จะเอาชนะใจคนฟัง เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการได้

-เล่มที่ผมอ่านช่วงสงกรานต์ และคิดว่าดีมากเล่มหนึ่งเท่าที่เคยอ่าน topic แนวนี้มา คือ "Stories that move mountains" มีการอธิบายด้วย framework การเล่าเรื่องอย่างง่ายๆ และนำไปใช้ได้เลย

http://www.amazon.com/Stories-that-Move-Mountains-Presentations/dp/1118423992/ref=sr_1_1?s=books&ie=UTF8&qid=1366124912&sr=1-1

ที่มา [1]
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=575150702519225&set=a.174534235914209.38905.151537761547190&type=1&theater#
ธุรกิจขายน้ำ สิ่งที่บรรจุอยู่ในขวด margin มากซะจนขี้เกียจคิด มีพลังทำให้แอ๊ด คาราบาว ไม่ยอมเสีย image นักดนตรีอนุรักษ์ ตันกลับมาตั้งตัวใหม่อีกครั้ง ด้วยการขายน้ำ 
โจทย์หลังผลิตได้ ที่ไปคิดมากกว่าคือ จัดการต้นทุน packaging กระจายลงตลาด พุ่งไปผู้บริโภค ทำให้ติดใจติดรส ... โฆษณา, กิจกรรมการสร้าง brand ฝังหัวให้คนติด

ส่วนถ้าเป็นธุรกิจของท่านเจ้าสัวเจริญล่ะ 
เมื่อมีครบครันจัดการได้รวบหัวยันหาง .... ทุน + ทรัพยากรผลิต ต้นจดปลายน้ำ + สูตรน้ำดำ + logistics ครบวงจร (มีทั้งสาย alcohol และ non-alcohol) + ลูกค้าเก่า ที่อยากรู้รสชาติเปลี่ยนรึเปล่า + ลูกค้าใหม่ที่อยากลอง = ทุ่มโฆษณา....บังคับแจก อย่างที่เคยเป็นมา

... คงจำกันได้ "ช้าง" หันหน้าเข้าหากัน เดินมาจากไหน
ปั้น brand ใหม่ จาก 0 คงหนีไม่พ้นที่เคยทำมา สไตล์แบบไสช้างชนกับสิงห์ 
แม้แต่โออิชิ เป็น brand เก่า ล่าสุดเมื่อดูท่าจะพลาด ก็ใช้ model นี้ช่วยโออิชิเพื่อปะทะกับตัน อิชิตัน ผู้กล้าเสียสัตย์ 

เจ้าสัวใช้หลักวิชา "โซ่อุปทาน" ตั้งแต่นักวิชาการทั้งหลาย จะ set up หลักสูตร supply chain / logistics management ซะอีก

ประวัติศาสตร์ เพื่อจะรู้จักท่านเจ้าสัวผู้นี้
  • กับคน ---- key word "เจริญ ศรีสมบูรณานนท์" , "จอมยุทธ ผู้เหยียบหิมะไร้รอย", ฉายาจากสื่อ "จ่ายจนจุก" 
  • กับระบบ ---- key word "ขายพ่วง"; ทุ่ม เร็ว แรง บีบยี่ปั๊วซาปั๊วให้เลือกข้าง

วันนี้ท่านผู้นี้มาลงแข่งในสมรภูมิน้ำดำในแบรนด์ EST มาแข่งกับ COKE และ PEPSI จะเกิดอะไรขึ้น

สภาพการแข่งขัน

จากประสบการณ์ทำร้านอาหารจนเจ้งคามือพบว่าน้ำอัดลมที่ขายตามร้านอาหารแทบทุกหัวระแหงนั้น ส่วนใหญ่เป็นแบบฝากขาย จะมี sale ของแต่ละแบรนด์เอาของมากองๆไว้ที่ร้าน ขายได้เท่าไรเขาก็เอาส่วนต่างไป ราคาทุนเท่าที่จำได้เป็นอย่างนี้

  • น้ำอัดลม 7 บาท -> ขาย 10
  • น้ำเปล่าขวด pet 5 บาท -> ขาย 10
  • น้ำเปล่าขวดแก้ว 2.5 บาท -> ขาย 10

ตอนเปิดร้านอาหารถ้าลูกค้าสั่งน้ำเปล่าจะดีใจมักๆ เพราะ margin สูงกว่า ยิ่งดันขวดแก้วได้ยิ่งชอบใจใหญ่

หัวใจของการแข่งขัน ก็คือระบบ logistics ครับเพราะคงไม่มีร้านใหนบ้าขนน้ำอัดลมมาที่ร้านเอง ก็ต้องใช้ระบบของน้ำอัดลมแต่ละเจ้ามากระจายให็เรา ที่ผ่านมา pepsi ผ่านเสริมสุข ทำได้ดีกว่าโคก กระจายสินค้าได้กว้างกว่า เร็วกว่า และทั่วถึงกว่า

การเข้าตลาดแบบเหนือเมฆของ EST

การทำตลาดของ pepsi ในประเทศไทย Pepsi ไม่ได้ทำเองแต่ขายเฟรนชายให้ เสริมสุข เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย เสี่ยเจริญเห็นโอกาส เสริมสุขกำลังหมดสัญญากับ pepsi ก็เข้าซื้อเสริมสุขและถีบ pepsi ออกไปยึดระบบ logistics มาเป็นของตัวเอง

สิ่งที่ได้เหมือนยิงปืนนัดเดียวแต่ได้นกสองตัวคือ

  • ตัดแขนขาคู่แข่งให้ทำการตลาดลำบาก ตอนนี้ pepsi ไม่มีขวดแก้วขาย, ชองทางจัดจำหน่ายก็ไม่มีเริ่มต้นใหม่หมด
  • เอาแขนขาคู่แข่งมาเป็นของตัวเอง EST เริ่มต้นธุรกิจจาก 10 เลยทีเดียว

สิ่งที่เห็นคือตอนนี้ EST ไปไหนก็เจอ Pepsi แทบหายไปจากตลาด แต่การแข่งขันเพิ่มเริ่มต้นเท่านั้นคอยดูกันต่อไปครับว่าศึกนี้จะจบอย่างไร

ที่มา http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=54395